ไม่ใช่เพื่อให้หลับ! กัปตันเฉลยเหตุผล ทำไมต้อง ‘ลดแสงไฟ’ช่วงเครื่องบินขึ้น-ลงจอด

ไม่ใช่เพื่อให้หลับ! กัปตันเฉลยเหตุผล ทำไมต้อง ‘ลดแสงไฟ’ช่วงเครื่องบินขึ้น-ลงจอด

ไม่ใช่เพื่อให้หลับ! กัปตันเฉลยเหตุผล ทำไมต้อง ‘ลดแสงไฟ’ช่วงเครื่องบินขึ้น-ลงจอด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ไขสงสัย! ทำไมต้อง "หรี่ไฟในห้องโดยสาร" ตอนเครื่องบินจะเทคออฟและแลนดิ้ง?

การเดินทางด้วยเครื่องบิน ผู้โดยสารทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบสารพัดข้อที่ดูเหมือนเล็กน้อย แต่ล้วนเกี่ยวพันกับความปลอดภัยโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการรัดสายกั้นนิรภัย ปรับพนักเก้าอี้ตั้งตรง เก็บโต๊ะวางอาหาร เปิดหน้าต่าง เก็บสัมภาระ หรือเปลี่ยนโหมดโทรศัพท์เป็นโหมดเครื่องบิน และหนึ่งในขั้นตอนที่เรามักจะพบเจอเป็นประจำคือ การหรี่ไฟในห้องโดยสารให้มืดลงเมื่อเครื่องบินกำลังจะเทคออฟ (ขึ้นบิน) หรือแลนดิ้ง (ลงจอด)

หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า ทำไมต้องทำแบบนี้? เพื่อให้ผู้โดยสารหยุดอ่านหนังสือ หยุดเล่นโทรศัพท์ แล้วหันมาฟังพนักงานต้อนรับสาดข้อความแจ้งเตือนหรือเปล่า? หรือเพื่อให้ผู้โดยสารนอนหลับได้ง่ายขึ้น? คำตอบคือ "ไม่ใช่เหตุผลหลัก" แต่กระบวนการนี้คือกฎความปลอดภัยสากลในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการบินต่างหาก


ไม่ใช่เพื่อให้หลับสบาย แต่คือการปรับสายตาให้ชินกับความมืด

สายการบินต่างๆ และองค์กรความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA) ได้อธิบายกระบวนการนี้ตรงกันว่า ช่วงเวลาที่เครื่องบินกำลังขึ้นและลงจอด ถือเป็นช่วงเวลาที่สุ่มเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด การหรี่ไฟในห้องโดยสารลงจะช่วยให้ "ดวงตาของผู้โดยสารและลูกเรือ" มีเวลาปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อย

หากเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดและจำเป็นต้องอพยพ การที่สายตาปรับชินกับความมืดไว้ล่วงหน้าแล้ว จะช่วยให้ทุกคนสามารถมองเห็นเส้นทาง ทิศทาง และเคลื่อนตัวออกจากตัวเครื่องตามคำแนะนำของลูกเรือได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเที่ยวบินเวลากลางคืน หากห้องโดยสารสว่างสว่างสวายอยู่ดีๆ แล้วเกิดไฟดับวูบลง ดวงตาจะปรับตัวไม่ทันจนเกิดภาวะมืดแปดด้านและตื่นตระหนก แต่ถ้าหรี่ไฟไว้ล่วงหน้า สายตาจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่ามาก

ลองจินตนาการง่ายๆ: หากคุณอยู่ในห้องสว่างที่ไม่คุ้นเคยแล้วไฟดับพรึ่บลงทันที คุณย่อมหาทางออกได้ยากกว่าการอยู่ในห้องที่สลัวๆ อยู่แล้ว ดังนั้นการปรับสายตาจึงเป็นกุญแจสำคัญในนาทีชีวิต


เหตุผลที่ต้อง "เปิดหน้าต่าง" ควบคู่กันไปด้วย

กฎการเปิดหน้าต่างตอนขึ้นและลงจอดก็ใช้หลักการเดียวกัน ไม่ใช่แค่เพื่อให้ผู้โดยสารชมวิว แต่ EASA ระบุว่าการเปิดหน้าต่างช่วยให้ลูกเรือสังเกตการณ์ความผิดปกตินอกตัวเครื่องได้ทันที เช่น หากมีกลุ่มควัน ไฟไหม้ หรือมีน้ำ/สิ่งกีดขวางภายนอก ลูกเรือจะได้ประเมินได้ว่าควรใช้น้ำหรือทางออกฝั่งไหนในการอพยพได้อย่างปลอดภัยที่สุด รวมถึงช่วยให้สายตาผู้โดยสารปรับตามแสงสว่างภายนอกตัวเครื่องไปในตัวด้วย


ช่วยให้ "สัญญาณไฟฉุกเฉิน" โดดเด่น มองเห็นชัดเจน

อีกหนึ่งประโยชน์สำคัญของการหรี่ไฟคือการทำให้ "ระบบไฟฉุกเฉินและแถบนำทางบนพื้น" (Floor-level emergency escape path marking) สว่างโดดเด่นขึ้นมาทันที

หากห้องโดยสารสว่างเกินไป ไฟแถบนำทางตามทางเดินและทางออกฉุกเฉินอาจกลมกลืนจนสังเกตได้ยาก แต่ในห้องโดยสารที่มืดลง แถบไฟเหล่านี้จะสว่างวาบเห็นได้ชัดเจนทันที ซึ่งสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) เน้นย้ำว่า ในสถานการณ์อพยพที่ห้องโดยสารเต็มไปด้วยควันหรือมืดสนิท ระบบไฟนำทางบนพื้นนี้จะเป็นหลักชี้นำเดี่ยวที่ช่วยพาผู้โดยสารคลานหนีออกทางประตูที่ใกล้ที่สุดได้


แล้วเป็นการช่วย "ประหยัดไฟฟ้า" ของเครื่องบินด้วยไหม?

คำตอบคือ "มีส่วน แต่ไม่ใช่เป้าหมายหลัก" การลดระบบแสงสว่างลงช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องบินได้จริง เพื่อให้เครื่องบินสำรองพลังงานไว้ใช้กับระบบสำคัญๆ ในช่วงขึ้นและลงจอด อย่างไรก็ตาม ปริมาณไฟฟ้าที่ประหยัดได้ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับระบบอื่น จุดประสงค์เกือบทั้งหมดจึงตกไปอยู่ที่เรื่อง "ความปลอดภัยและการมองเห็นของผู้โดยสาร" เป็นสำคัญ

สรุป: ครั้งต่อไปที่ไฟในเครื่องบินสลัวลงขณะกำลังจะเทคออฟหรือแลนดิ้ง ไม่ต้องแปลกใจหรือคิดว่าพนักงานอยากให้เรานอนหลับ แต่ให้รับรู้ไว้ว่า เครื่องบินกำลังเข้าสู่โหมดเตรียมความพร้อมเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ให้สายตาและร่างกายของคุณพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันนั่นเองครับ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล